Property Search

อยากขายบ้านให้เราช่วย

1 คน ฝากขาย 500 คนช่วยขาย

ราคาตรงจากเจ้าของไม่บวกราคาเพิ่ม

ให้คำแนะนำการตั้งราคาที่เหมาะสม  รู้ราคาที่แท้จริง รู้ราคาคู่แข่ง

ดูแลเรื่องสินเชื่อ  วงเงินกู้  ตรวจสอบบูโร


ประสานงานด้านสินเชื่อฟรี  ไม่มีค่าใช้จ่าย

ทำการตลาด หาผู้ซื้อ เต็มรูปแบบ

สื่อออนไลน์มากกว่า 100 เว็บไซต์  นิตยสาร  สื่อโฆษณา  สื่อออนไลน์ทุกช่องทาง  ป้ายหน้าบ้าน ฯลฯ

ดูแลทุกขั้นตอนจนถึงวันโอนกรรมสิทธิ์  

ขายไม่ได้  ไม่มีค่าใช่จ่ายใดๆ 


ขั้นตอนง่ายๆ ในการฝากขายอสังหาริมทรัพย์

( EASY STEPS FOR REAL ESTATE CONSIGNMENT )

1. ผู้สนใจฝากขาย นัดวัน เวลา ทำสัญญาข้อตกลงแต่งตั้งตัวแทน

2. เตรียมเอกสาร หลักฐาน สำเนาโฉนด   เอกสารสิทธิ์หน้า-หลัง  สำเนาบัตรประชาชน 
ทะเบียนบ้านเจ้าของทรัพย์สิน  โดยเซ็นต์ลงนามรับรองทุกฉบับ  
(กรณีที่ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินกรณีฝากขายต้องแบบเอกสารมอบอำนาจจากเจ้าของทรัพย์สิน )

3. ผู้ฝากขายทำสัญญาแต่งตั้งตัวแทนให้ บริษัท ซุปเปอร์ริช พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เป็นตัวแทน

( SERVICE FEE WILL BE PAID AFTER CONYEYANCING )


 โทร : 094-6392355    Line : @rich7895 

บ้านแฝด - ความหมาย

"บ้านแฝด" คือบ้านที่สร้างขึ้นเป็นคู่ มีลักษณะเหมือนกันทั้งสองหลัง มีส่วนของบ้านด้านหนึ่ง (ฝาบ้าน) ติดกัน หรือส่วนอื่นติดกันก็ได้ กฎหมายกำหนดให้บ้านแฝดต้องมีขนาดที่ดินไม่ต่ำกว่า 35 ตารางวา ความกว้างของที่ดินสองหลังไม่ต่ำกว่า 16 เมตร โดยแบ่งข้างละ 8 เมตร สูงไม่เกิน 3 ชั้น บ้านแฝดจะมีบริเวณคล้ายบ้านเดี่ยวแต่น้อยกว่า การเว้นระยะด้านหน้าเว้นไม่ต่ำกว่า 3 เมตร ด้านข้างและด้านหลังหลังเว้นไม่ต่ำกว่า 2 เมตร กรณีที่บ้านแฝดไม่ติดถนนสาธารณะ ให้เพิ่มระยะด้านหน้าเป็น 6 เมตร    ปัจจุบันบ้านแฝดถูกพัฒนาขึ้นและปรับเปลี่ยนให้มีลักษณะใหม่ ด้วยชื่อเรียกใหม่ เช่น บ้านแนวคิดใหม่ บ้านรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการบางรายเลยสร้างให้ห้องน้ำ ห้องแม่บ้าน หรือห้องครัวติดกัน แต่ตัวบ้านหลักเหมือนแยกกันเป็น 2 หลัง ซึ่งทำให้มองแทบไม่ออกว่าเป็นบ้านแฝด หรือผู้ประกอบการณ์หลายรายที่ใช้จุดเด่นเรื่องคานเชื่อมที่ใต้ดินมาใช้ในการสร้างบ้านแฝด ทำให้มองไม่เห็นถึงส่วนที่ติดกันของบ้าน เมื่อมองจากภายนอก จึงให้ความรู้สึกเหมือนได้บ้านเดี่ยว ที่มีเนื้อที่ดินเล็กลงเท่านั้นเอง

ข้อดี - ข้อเสียของบ้านแฝด

ข้อดี 
  • ราคาไม่แพงเท่าบ้านเดี่ยว 
  • มีฟังก์ชั่นการใช้งานในบ้านครบเทียบเท่าบ้านเดี่ยว
  • ให้ความรู้สึกโปร่ง โล่ง เพราะมีหน้าต่างได้หลายด้าน
  • หากบ้านแฝดหลังที่ติดกันเป็นคนรู้จัก หรือสนิทกัน จะรู้สึกอุ่นใจ สามารถช่วยเหลือกันดูแลบ้านในช่วงเวลาที่ไม่อยู่บ้านได้
  • มีพื้นที่ด้านข้างบ้าน ข้างใดข้างหนึ่งของบ้าน อาจจะจัดสวนเล็กๆ ทำทางเดิน ทำให้รู้สึกโปร่งกว่าทาวน์เฮ้าส์ เพราะไม่ได้ถูกขนาบด้วยผนังทั้งสองข้าง
ข้อเสีย
  • ด้วยเนื้อที่ดิน และพื้นที่ใช้สอยที่มากกว่า ทำให้ราคาสูงกว่าทาวน์เฮ้าส์พอสมควร
  • ความเป็นส่วนตัวน้อยกว่าบ้านเดี่ยวเพราะมีผนังด้านหนึ่งติดกับคนอื่น
  • บ้านแฝดที่มีกำแพงหรือผนังด้านหนึ่งติดกันกับเพื่อนบ้าน หากบ้านด้านข้างส่งเสียงดัง อาจทำให้เกิดความรำคาญได้
  • บ้านแฝดที่ใช้โครงลานจอดรถร่วมกัน เวลาเลื่อนประตูบ้าน หรือมีรถเข้ามาจอด อาจทำให้ได้ยินเสียงรถชัดเจนกว่าปกติ
  • บ้านแฝดใช้เนื้อที่ดินพอสมควร ทำเลที่ตั้งจึงไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง หากอยู่ใจกลางเมืองจะมีราคาค่อนข้างสูงมาก

ทาวน์เฮ้าส์ - ความหมาย

"ทาวน์เฮ้าส์" หรือ บ้านแถว คือที่อยู่อาศัยที่สร้างติดกันหลายหลัง มีผนังติดกันทั้งสองด้าน จึงมีราคาถูกกว่าบ้านแฝด ส่วนใหญ่มี 2 ชั้น หรือชั้นเดียวก็ได้ ตามกฎหมายทาวน์เฮ้าส์ต้องมีขนาดที่ดินไม่ต่ำกว่า 16 ตารางวา มีหน้ากว้างไม่ต่ำกว่า 4 เมตร ลึกไม่เกิน 24 เมตร ทาวน์เฮ้าส์ที่ปลูกเป็นแนวยาว อาจมีตั้งแต่ชั้นเดียวขึ้นไป แต่ต้องไม่เกิน 3 ชั้น (ไม่นับชั้นลอย) ความยาวที่สร้างต่อเนื่องกันในหนึ่งแถวต้องไม่เกิน 40 เมตร ด้านหน้าเว้นไม่ต่ำกว่า 3 เมตร ด้านข้างและหลังเว้นไม่ต่ำกว่า 2 เมตร  กรณีที่ทาวน์เฮ้าส์ไม่ติดถนนสาธารณะ ให้เพิ่มระยะด้านหน้าเป็น 6 เมตร

ข้อดี-ข้อเสียของทาวน์เฮ้าส์

ข้อดี 
  • ทาวเฮ้าส์มีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับบ้านเดี่ยว และบ้านแฝด ในทำเลเดียวกัน
  • แม้จะมีขนาดที่ดินเล็กกว่าบ้านแฝด แต่พื้นที่ใช้สอยภายในบ้านมีให้ครบพอๆ กัน
  • เนื่องจากบ้านอยู่ติดกัน ทำให้มีเพื่อนบ้านคอยช่วยเป็นหูเป็นตาให้ เวลาที่เราไม่อยู่บ้าน 
  • การดูแลรักษาง่ายกว่า บ้านแฝด เพราะมีขนาดที่เล็กกว่า และ ไม่ต้องเสียเวลาดูแลสวน ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้พอสมควร
  • ดัดแปลงให้เป็นที่ทำงาน ร้านเล็กๆ และเป็นที่พักอาศัยในหลังเดียวกันได้
  • หากเป็นโครงการที่มีส่วนกลางให้ใช้ ค่าส่วนกลางที่ต้องจ่ายจะน้อยกว่าบ้านแฝดหรือบ้านเดี่ยว เพราะมีพื้นที่น้อยกว่ามาก
  • สามารถหาได้ในทำเลใจกลางเมือง เนื่องจากใช้เนื้อที่ดินในการสร้างน้อย
ข้อเสีย
  • ทาวน์เฮ้าส์ที่หน้าแคบจะมีพื้นที่ใช้งานน้อยกว่า บ้านแฝด 
  • อาจรู้สึกอึดอัดเพราะผนังที่ติดกับคนอื่นไม่สามารถติดตั้งหน้าต่างได้ 
  • การแชร์ผนังกับบ้านหลังอื่น หรือการใช้หลังคาร่วมกัน บางครั้ง เวลาเกิดการรั่วซึม อาจมีสาเหตุมาจากข้างบ้าน
  • มีความเป็นส่วนตัวน้อยกว่าการอยู่บ้านแฝด อาจเกิดปัญหากระทบกระทั่งกับเพื่อนบ้านได้ง่าย เช่น จอดรถล้ำเขตบ้าน, จอดรถปิดทางเข้าหน้าบ้าน, ทิ้งขยะบ้านคนอื่น เป็นต้น
  • ปัญหาเรื่องเสียง เนื่องจากผนังที่ติดกัน หากบ้านข้างๆ ส่งเสียงดัง ทำให้เราได้รับผลจากเสียงนั้นได้ชัดเจนกว่าบ้านแฝดแน่นอน
  • ไม่เหมาะที่จะเลี้ยงสัตว์ใหญ่ เพราะทาวน์เฮ้าส์จะไม่มีพื้นที่สนามหญ้า (ยกเว้นแปลงมุม) สัตว์เลี้ยงเช่น สุนัขตัวใหญ่ ต้องการพื้นที่พอสมควรในการเลี้ยงดู 

เหมาะกับใคร เลือกซื้อยังไง

 บ้านแฝด - เหมาะสำหรับผู้ที่อยากได้การใช้งาน หรือฟังก์ชั่นที่ใกล้เคียงกับบ้านเดี่ยว มีงบพอสมควรแต่ยังมีไม่มากพอที่จะซื้อบ้านเดี่ยว อาจจะเป็นครอบครัวที่มีเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ ที่ต้องการใช้พื้นที่สนามหญ้าข้างบ้าน เนื่องจากบ้านแฝดมีผนังด้านเดียวที่ติดกับบ้านหลังอื่น อีกด้านเป็นพื้นที่ว่าง และหากบ้านอีกหลังที่ติดกับคุณ คือ เพื่อน พี่น้อง หรือคนรู้จัก ก็จะช่วยให้คุณลดปัญหาเกี่ยวกับเพื่อนบ้านหรือเรื่องความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น การมีบ้านแฝดจึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่ช่วยคุณประหยัดงบประมาณในการซื้อบ้านได้มากทีเดียว ปัจจุบันบ้านแฝดถูกพัฒนาขึ้นและปรับเปลี่ยนให้มีลักษณะใหม่ ซึ่งมองแทบไม่ออกว่าเป็นบ้านแฝด เนื่องจากใช้คานเชื่อมที่ใต้ดิน ทำให้มองไม่เห็น จึงให้ความรู้สึกเหมือนได้บ้านเดี่ยว ที่มีเนื้อที่ดินเล็กลงเท่านั้นเองค่ะ

 ทาวน์เฮ้าส์
 - เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดเล็ก 2 - 4 คน หรือมากกว่านั้นหากเป็นทาวน์เฮ้าส์หลายชั้น คนที่มีงบประมาณไม่มากนัก แต่ต้องการที่อยู่อาศัยที่มีฟังก์ชั่นครบ ทาวน์เฮ้าส์สามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี จำนวนรถก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเมื่อคิดที่จะเลือกซื้อทาวน์เฮ้าส์ เพราะมีพื้นที่ในการจอดรถได้จำกัด หากทาวน์เฮ้าส์ที่มีหน้าหว้าง 4 เมตร จะจอดรถได้คันเดียว ถ้าหน้ากว้าง 5.7 เมตรขึ้นไป จะจอดรถได้ 2 คัน ครอบครัวไหนต้องการพื้นที่ด้านข้างบ้าน ก็สามารถซื้อทาวน์เฮ้าส์หลังมุม ก็จะได้เนื้อที่ด้านข้างบ้านเพิ่มขึ้นมา แต่สิ่งที่ตามมาด้วยคือราคาที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเองค่ะ 
ไม่ว่าจะเป็นบ้านแฝด หรือทาวน์เฮ้าส์ต่างก็เป็นที่อยู่อาศัยที่ต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนที่จะเลือกซื้อ เพราะปัจจุบันการเลือกซื้อบ้านหนึ่งหลังราคาก็ไม่ได้ถูกมากนัก และยังต้องรับภาระเรื่องค่าใช้จ่ายไปอีกหลายปี ทั้งนี้ทั้งนั้นการตัดสินใจเลือก ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ซื้อ ไม่ว่าจะเป็นราคา ทำเลที่มีความสะดวกสบาย และบ้านนั้นเหมาะกับจำนวนสมาชิกในครอบครัว ทางเราหวังว่า บทความนี้จะช่วยให้ความรู้เพิ่มเติม และช่วยให้ทุกท่านตัดสินใจซื้อบ้านแบบที่เหมาะสมและถูกใจกันนะคะ

หลายๆคนคงเกิดคำถามว่าทำไมการกู้ซื้อบ้านในสมัยนี้ ถึงต้องมีเรื่อง ”ประกัน” เข้ามาพ่วงด้วยทุกครั้ง บางคนแค่ได้ยินคำว่า “ประกัน” ก็เบือนหน้าหนีซะแล้ว เอาล่ะค่ะ วันนี้จะมาอธิบายให้ทุกท่านได้เข้าใจว่า จะกู้ซื้อบ้านทำไมต้องทำประกัน? แล้วเราจะทำประกันคุ้มครองสินเชื่อไปเพื่ออะไร?

สำหรับการสร้างหนี้สินระยะยาว เป็นเรื่องที่น่าหนักใจพอสมควร ก่อนจะซื้อบ้านต้องวางแผนล่วงหน้าเป็นปีๆเลยทีเดียว เพราะการจะซื้อทรัพย์สินชิ้นใหญ่สักชิ้น นอกจากจะต้องเตรียมเงินแล้ว ยังต้องเตรียมความพร้อมในอีกหลายๆด้าน ตัวผมเองก็เตรียมพร้อมรับมือกับภาระหนี้ระยะยาวเหมือนกัน ทั้งปรับการใช้ชีวิต การออมเงิน และเริ่มศึกษาเรื่องการลงทุนเพิ่มเติม ทั้งนี้ก็เพราะอยากให้ครอบครัวมีความสุขกับบ้านหลังนี้มากที่สุดค่ะ และเพราะบ้านเป็นความฝันของหลายๆคน บางคนเริ่มต้นสร้างครอบครัวที่อบอุ่นด้วยการมีบ้าน ในขณะที่บางคนกำลังขยายครอบครัว ต่อเติมบ้านเพื่อรองรับสมาชิกใหม่ๆ เหตุนี้เราจึงยอมเหนื่อยและทำงานหนักถึง 15 ปี หรืออาจจะ 30 ปี เพื่อแลกกับฝันที่เป็นจริง แต่ด้วยภาระหนี้ที่นานขนาดนี้ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาว่า ถ้าเกิดเหตุอะไรกับผมก่อนหมดภาระล่ะ? ถ้ามีสิ่งใดเกิดขึ้นกับผมจนทำให้ไม่สามารถผ่อนบ้านต่อไปได้ ภรรยา ลูก และคนที่ผมรัก จะยังสามารถยิ้มต่อไปได้หรือไม่ ภาระหนี้สินทั้งหมดใครจะรับผิดชอบ? ว่านี่เป็นปัญหาที่เราต้องหาทางป้องกันนะครับ จะดีกว่ามั้ยถ้าเรามีแผนสำรอง เพื่อแบ่งเบาภาระของคนข้างหลัง มันจะดีมากถ้าเราเสียเงินเพียงเล็กน้อยเพื่อหาตัวช่วยที่สามารถรับภาระเรื่องผ่อนบ้านแทนในวันที่ไม่สามารถผ่อนต่อได้ทั้งมีชีวิตแต่ไร้ประโยชน์ หรือ มีแค่ร่างที่ไร้วิญญาณ ไม่รู้ว่าคนอื่นเค้าเลือกอะไรแต่เลือกทำ “ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ” เพราะ ถ้าวันนั้นมาถึง อย่างน้อยก็ยังมีบ้านอยู่กับคนที่เรารักค่ะ

ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกับประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ หรือ MRTA (Mortgage Reducing Term Assurance)  กันก่อน การทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อก็คือ การประกันความเสี่ยงในการชำระหนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งประกันนี้จะให้ความคุ้มครองผู้กู้ หากมีเหตุการณ์ ไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับผู้กู้ก่อนการผ่อนสินเชื่อบ้านสิ้นสุดลง พูดง่ายๆก็คือบริษัทประกันจะรับภาระชำระเงินกู้คงเหลือแทนคุณ เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่คนข้างหลังที่คุณรักนั่นเองค่ะ


การเลี้ยงสัตว์ ไม่ว่าสุนัขหรือแมว เป็นสิ่งที่หลายคนชื่นชอบ เพราะสัตว์เลี้ยงก็เป็นหนึ่งในเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ บางครั้งเลี้ยงไว้คลายเหงาบ้าง ฝึกความรับผิดชอบของตัวเราเองบ้าง ก็ถือเป็นการดี แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่มองข้ามเด็ดขาด นั่นคือการนึกถึงบ้านใกล้เรือนเคียง ถึงแม้ว่าเราจะให้สวัสดิภาพกับสัตว์เลี้ยงของเราดีแค่ไหน แต่การคำนึงถึงความเป็นอยู่ของเพื่อนบ้านก็เป็นสิ่งสำคัญ ต้องระวังไม่ให้สัตว์เลี้ยงของเราไปก่อความรำคาญแก่เพื่อนบ้านด้วย ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ตามมาอาจเป็นการฟ้องร้องทางกฎหมายก็เป็นได้ และถ้าเป็นตามนั้นแล้วบอกได้เลยว่าเดือดร้อนยาวแน่นอน

ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาเฉพาะหน้า มาดูกันดีกว่าว่าเราจะเลี้ยงสุนัขหรือแมวโดยไม่ให้รบกวนเพื่อนบ้านได้อย่างไร

1. เลี้ยงระบบปิด  การเลี้ยงระบบปิดหมายถึงการเลี้ยงให้สัตว์อยู่แต่ภายในบ้าน ไม่ปล่อยออกไปเพ่นพ่านข้างนอก วิธีนี้ควรใช้กับสัตว์ที่มีขนาดเล็ก เช่น แมว หรือสุนัขพันธุ์เล็ก อย่าง ชิห์สุ ยอร์เชียร์ เทอร์เรีย ปั๊ก ฯลฯ โดยควรจำกัดบริเวณสัตว์เลี้ยง แต่ห้ามขังกรงเด็ดขาดเพราะสัตว์จะเกิดความเครียดได้ ให้อยู่แค่ภายในตัวบ้านพอ หรืออาจแบ่งห้องห้องนึงในบ้านให้สัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ แต่อย่าลืมจัดน้ำ อาหาร และของเล่นคลายเหงาให้สัตว์ด้วย

2. ถ้าเลี้ยงระบบปิดไม่ได้ ก็ต้องพาไปเดินเล่นทุกวัน

สุนัขโตหากเลี้ยงระบบปิดแล้วอาจทำให้เครียดจนพัฒนากลายเป็นความดุร้ายได้ ดังนั้นเจ้าของจึงควรจูงแล้วพาออกไปเดินเล่นทุกวัน แต่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเสมอ พยายามอย่าให้สุนัขไปเห่าใส่ใคร และที่สำคัญ ห้ามปล่อยให้สุนัขถ่ายเรี่ยราดโดยเด็ดขาด

3. ทำความสะอาดกระบะทรายแมวทุกวัน

ถึงแม้ว่ากลิ่นสิ่งขับถ่ายของแมวจะไม่แรงเท่าของสุนัข เนื่องจากแมวจะใช้ทรายกลบ แต่ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้หลายวันเกินไป นอกจากจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว ยังจะส่งกลิ่ยเหม็นฉุนอีกด้วย ดังนั้นเจ้าของจึงควรใช้ที่ตักตักอุจจาระ และทรายที่จับตัวเป็นก้อนจากปัสสาวะแมวไปทิ้งทุกวัน และควรมีกระบะทรายสำรองเอาไว้อีกอัน เพื่อที่ทุกสุดสัปดาห์จะได้เอากระบะทรายอันที่ใช้อยู่ไปผึ่งแดดฆ่าเชื้อโรค และทำให้แห้งบ้าง ทำอย่างนั้นแล้วสามารถนำทรายเก่ากลับมาใช้อีกได้ และระหว่างที่ผึ่งแดดนั้นก็จะได้มีกระบะทรายอีกอันใช้แทนก่อน แต่อย่าลืมว่าทรายเก่าก็ไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง

4. ซื้อสเปรย์ดับกลิ่นสูตรที่ปลอดภัยกับสัตว์เลี้ยง

ลองเข้าไปเดินดูร้านขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง จะหาซื้อได้ไม่ยาก สเปรย์ดับกลิ่น ที่เมื่อฉีดไปแล้วจะดับกลิ่นสิ่งขับถ่ายของสัตว์เลี้ยงได้ และจะมีกลิ่นหอมสดชื่นมาแทนที่ ให้ซื้อไปแล้วฉีดใส่กระบะทรายแมว หรือหนังสือพิมพ์ที่ปูให้สุนัขขับถ่ายบ่อยๆ แต่อย่าฉีดในปริมาณที่มากเกินไป

5. พยายามใช้เวลากับสัตว์เลี้ยงให้มากๆ

บางครั้ง การที่สัตว์เลี้ยงส่งเสียงร้องหรือเห่าน่ารำคาญ เป็นเพราะว่ามันเหงา ดังนั้นเจ้าของจึงควรใช้เวลาเล่นกันมันให้มากๆ ไม่ควรปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่ตามลำพังนานเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้ส่งเสียงรบกวนเพื่อนบ้านแล้ว ความเครียดของมันอาจสะสมจนกลายเป็นโรคบางอย่างได้ด้วย

สรุปแล้ว เลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ แต่ต้องคำนึงถึงเพื่อนบ้านเรือนเคียงเป็นสำคัญ จะได้ไม่มีปัญหาตามมา และต้องแบ่งเวลามาดูแลสัตว์เลี้ยงให้มากๆ อย่าปล่อยปละละเลยเป็นอันขาด เพราะสัตว์ทุกชนิดก็มีหัวจิตหัวใจเหมือนกับมนุษย์เรา และต้องการการเอาใจใส่



อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่า การรีโนเวทบ้านทั้งทีไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการรีโนเวท แล้วยังต้องมีการดีไซน์งานอย่างรอบคอบ ว่าจะต้องทำอย่างไร ให้บ้านออกมาดูสวย น่าอยู่กว่าเดิมอย่างที่่ตั้งใจไว้หรือจะต้องทำอย่างไรถึงจะพลิกโฉมสภาพบ้านที่เก่าโทรมได้สำเร็จ

ฉะนั้นวันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาฝากกัน กับ ‘5 สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนการรีโนเวทบ้าน’ เพื่อให้งานออกมาดี คุ้มกับเงินที่คุณทุ่มจ่ายไปทุกบาททุกสตางค์ เรียกได้ว่า ยิ่งอยู่ ยิ่งมีความสุข จะมีอะไรบ้างนั้น ตามมาดูกัน 

1. การเลือกแบบ 
คุณอาจออกแบบงานรีโนเวทเอง หรืออาจจ้างสถาปนิกมาช่วยออกแบบก็ได้ ‘แบบ’ ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด คุณควรมีแบบอย่างละเอียด เพื่อที่ทีมช่างจะได้รู้ว่าควรแก้ไขอะไรตรงไหน จะได้บ้านหรือคอนโดฯ ที่ออกมาแล้วเป็นอย่างที่คุณต้องการ ไม่ผิดพลาด

2. การคำนวณค่าใช้จ่าย 
คุณควรกำหนดงบประมาณโดยคร่าวๆ ว่า ด้วยกำลังทรัพย์ที่คุณกำลังมีอยู่ในขณะนี้ ควรทุ่มเงินให้กับการรีโนเวทบ้านไม่เกินงบเท่าไหร่ดี เพื่อที่จะได้ไม่เกิดปัญหาหนี้สิน หรือใช้งบจนสิ้นเนื้อประดาตัวภายหลัง 

3. การคิดถึงประโยชน์ใช้สอยในระยะยาว
การรีโนเวทบ้านอาจจะช่วยให้บ้านดูสวย น่าอยู่ขึ้นก็จริง แต่คุณก็ไม่ควรยึดติดกับตรงนี้มากเกินไป ไม่ควรเน้นรีโนเวทเพื่อความสวยงามอย่างเดียว ตรงกันข้าม ควรคิดถึงประโยชน์การใช้สอยในอนาคตด้วย ว่าเมื่อรีโนเวทไปแล้ว จะได้ใช้ประโยชน์คุ้มกับเงินที่จ่ายไปไหม เช่น รีโนเวทห้องน้ำให้ใหญ่โตมโหฬาร ดูสวยหรู ใส่ทั้งอ่างน้ำอุ่น  อ่างอาบน้ำวนเข้าไปสารพัด แต่สุดท้ายแทบไม่ได้แตะเลย ใช้แต่ฝักบัวอาบน้ำเหมือนเดิม อย่างนี้เรียกว่าไม่คุ้มและเสียเงินโดยใช่เหตุ

4. ที่อยู่อาศัยชั่วคราวระหว่างการรีโนเวท 
คุณไม่สามารถอยู่อาศัยที่บ้านได้ในขณะรีโนเวท เนื่องจากจะมีการรื้อถอน ตอกตะปู ก่อผนัง และมีอุปกรณ์วางเกะกะมากมาย จึงอาจไม่ปลอดภัยทั้งต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต ไม่สะดวกสบายเหมือนอย่างเคย ดังนั้นก่อนคิดจะลงมือรีโนเวทบ้าน จึงควรหาที่อยู่ชั่วคราวไว้ให้เรียบร้อยก่อน ไว้สำหรับอยู่อาศัยไปจนก่อนกว่าบ้านจะรีโนเวทเสร็จ

5. การเลือกเฟอร์นิเจอร์ใหม่
 
ไม่จำเป็นต้องซื้อมาเตรียมไว้ล่วงหน้าก็ได้ แต่ระหว่างที่บ้านกำลังรีโนเวท หรือให้ดีที่สุดคือก่อนจะเริ่มการรีโนเวท ควรเริ่มมองหาเฟอร์นิเจอร์ใหม่ที่จะนำมาใส่ในบ้านได้แล้ว โดยอาจแค่ตระเวนดูตามร้านขายเฟอร์นิเจอร์เฉยๆ หรือตระเวนดูแล้วนำมาร่างใส่ไว้ในแบบคร่าวๆ ก็ได้ เมื่อถึงเวลาที่ตกแต่งแล้วจะได้ทำง่ายๆ และเสร็จช่วยให้การตกแต่งบ้านของเราเสร็จเร็วกว่าที่คิด 

ทั้งนี้นอกจาก 5 ข้อที่ได้แนะนำให้เตรียมตัว ยังอาจมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย ที่คุณสามารถนำมาประยุกต์รวมกันได้ แต่ขอให้จำไว้ง่ายๆ อย่างเดียวว่า “การรีโนเวทบ้านนั้น ไม่ควรรีบร้อน หุนหันพลันแล่นเด็ดขาด!” แต่ค่อยๆให้ดูไปเป็นขั้นเป็นตอน ดูให้ทุกอย่างลงตัวเรียบร้อยก่อน แล้วจึงค่อยเริ่มรีโนเวท เพราะเป็นงานที่ละเอียด ยุ่งยาก ถ้าหากทำไปโดยขาดการตัดสินใจที่ดีแล้ว สุดท้ายงานออกมาพลาด อาจแก้ไขอะไรไม่ได้อีกเลยก็เป็นได้

การกู้ร่วมกันเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยระหว่างคู่สมรสที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายนั้นเป็นกรณีที่พบได้มาก  ซึ่งธนาคารและสถาบันการเงินทุกแห่งให้การยอมรับและอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยให้แก่คนกลุ่มนี้  ทั้งนี้การกู้ร่วมกันระหว่างคู่สมรสนั้นมีข้อดีหลายอย่างทั้งการแบ่งเบาภาระจากการกู้คนเดียว รวมไปถึงการเพิ่มความสามารถในการกู้ให้มากขึ้น เพราะเมื่อรวมรายได้ของสองคนเข้าด้วยกันแล้วจะทำให้ได้วงเงินกู้ที่มากกว่าการกู้เพียงคนเดียว แต่เมื่อใดก็ตามที่ผู้กู้ร่วมฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ต้องการกู้ร่วมกันอีกต่อไป และต้องการออกจากสถานะของผู้กู้ร่วม เนื่องจากต้องการแยกทางหรือหย่าร้างกัน ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน ซึ่งมีทางเลือกที่เป็นไปได้คือการให้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกู้ต่อและผ่อนชำระหนี้บ้านต่อ โดยแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้ 

ทางเลือกที่ 1 กรณีที่ยังไม่จดทะเบียนหย่า หรือกรณีแยกกันอยู่

   สำหรับคู่สมรสที่มีแผนจะจดทะเบียนหย่ากัน หรืออยู่ระหว่างการแยกกันอยู่  คู่สมรสสามารถตกลงกันให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งซึ่งต้องการถือกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของบ้าน ยังคงอยู่ในสถานะผู้กู้แต่เพียงฝ่ายเดียวได้ โดยให้เป็นฝ่ายที่ผ่อนต่อกับธนาคารเพียงคนเดียว  วิธีการในส่วนของการผ่อนสินเชื่อบ้านก็เพียงแจ้งความประสงค์ต่อธนาคาร เพื่อนำชื่อของผู้กู้อีกฝ่ายออกจากฐานะผู้กู้ร่วม และต้องการให้อีกฝ่ายยังคงถือกรรมสิทธิ์ต่อและอยู่ในฐานะผู้กู้เพียงคนเดียว โดยแจ้งเหตุผลว่าต้องการหย่าร้างกัน  ในกรณีนี้เป็นวิธีการที่ไม่ยุ่งยากและไม่กระทบต่อการใช้บริการสินเชื่อ โดยผู้กู้คนเดียวที่เหลืออยู่นั้นจะยังคงได้รับเงื่อนไขของสินเชื่อเหมือนเดิม   

 แต่วิธีการนี้จะมีข้อจำกัดที่ตัวคู่สมรสฝ่ายที่ต้องการผ่อนต่อเพียงคนเดียว โดยมีเงื่อนไขว่าผู้กู้นั้นจะต้องมีความสามารถที่จะผ่อนชำระยอดหนี้ที่คงเหลืออยู่ต่อเพียงคนเดียวได้ ซึ่งธนาคารจะมีการประเมินความสามารถของผู้กู้ใหม่ในฐานะผู้กู้คนเดียว  สำหรับเกณฑ์การพิจารณาความสามารถของผู้กู้คนเดียวจะแตกต่างกันตามระดับรายได้ของผู้กู้  โดยทั่วไปแล้วสัดส่วนของหนี้ที่ธนาคารยอมรับให้ผู้กู้แบกรับได้จะอยู่ในช่วง 40-60% ของรายได้  เช่น สำหรับธนาคารกสิกรไทย ถ้าผู้กู้มีรายได้ตั้งแต่ 30,000 ลงไป จะมีภาระหนี้ได้ 40% แต่ถ้าผู้กู้มีรายได้มากกว่า 30,000 บาท จะมีภาระหนี้ได้ 50% และถ้ามีรายได้ตั้งแต่ 70,000 บาทเป็นต้นไปจะมีภาระหนี้ได้สูงสุด 60% เป็นต้น  

   ซึ่งถ้าหากประเมินว่าความสามารถไม่พอที่จะกู้คนเดียวได้ธนาคารจะขอให้หาผู้กู้ร่วมมาแทนที่คู่สมรส ซึ่งผู้กู้ร่วมนั้นจะต้องเป็นมีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติของผู้กู้เท่านั้น  สำหรับยอดเงินที่ผ่อนชำระไปร่วมกันนั้นคู่สมรสสามารถตกลงกันเองโดยให้ผู้ที่ผ่อนสินเชื่อบ้านต่อจ่ายในส่วนของอีกฝ่ายคืนไป 

   ส่วนกรรมสิทธิ์ในตัวบ้านนั้นจะเปลี่ยนเป็นของคู่สมรสเพียงฝ่ายเดียวอย่างสมบูรณ์ได้ทั้งสองฝ่ายจะต้องไปแจ้งเปลี่ยนแปลงที่สำนักงานที่ดินในเขตที่บ้านตั้งอยู่  ซึ่งควรจัดการให้เรียบร้อยก่อนการจดทะเบียนหย่าร้างเพราะบ้านที่ซื้อในระหว่างการสมรสกันนั้นจะถือเป็นสินสมรส การถอนชื่อเจ้าของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดออกในช่วงที่ยังเป็นคู่สมรสกันอยู่จะไม่เข้าข่ายการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ จึงได้รับการยกเว้นจากค่าธรรมเนียมโอน ค่าอากรหรือภาษีธุรกิจเฉพาะ ที่เป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ 

ทางเลือกที่ 2 กรณีที่จดทะเบียนหย่าแล้ว  

   ในกรณีที่คู่สมรสมีการจดทะเบียนหย่าร้างกันเรียบร้อยแล้วก็สามารถให้อดีตคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผ่อนชำระหนี้บ้านต่อได้และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านเพียงฝ่ายเดียวได้ โดยทำสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างอดีตคู่สมรสฝ่ายที่ต้องการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์กับอดีตคู่สมรสที่เป็นเจ้าของร่วมกัน จากนั้นนำสัญญาฯ พร้อมใบจดทะเบียนหย่ามาประกอบการขอสินเชื่อกับธนาคาร  ซึ่งวิธีการนี้จะดำเนินการในลักษณะคล้ายคลึงกับการซื้อบ้านต่อจากเจ้าของเดิมซึ่งเป็นเจ้าของร่วมกัน  แม้ว่าวิธีนี้อดีตคู่สมรสฝ่ายที่ตกลงใจผ่อนต่อจะต้องขอสินเชื่อใหม่ แต่ก็มีข้อดีตรงที่สามารถขอวงเงินกู้ให้มากเท่ากับซื้อบ้านทั้งหลัง เพื่อที่จะกันเงินส่วนหนึ่งไปคืนคู่สมรสอีกฝ่ายได้ทันที จึงเหมาะกับคู่สมรสที่ไม่มีเงินสดพอที่จะจ่ายให้อีกฝ่าย ซึ่งการขอสินเชื่อใหม่นี้สามารถขอจากธนาคารเดิมหรือเปลี่ยนไปใช้บริการธนาคารใหม่ก็ได้  โดยวิธีการนี้เมื่อกู้มาแล้วจะได้รับเงินเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือเช็คที่ออกมาเท่ากับยอดหนี้คงเหลือที่จะต้องชำระแก่ธนาคารต่อส่วนนี้จะจ่ายให้กับสินเชื่อเดิมเพื่อชำระหนี้ให้หมดสิ้น ส่วนที่สองและส่วนที่สามคือเช็คตามจำนวนเงินที่ได้ชำระหนี้ไปแล้วโดยแบ่งเป็นของคู่สมรสแต่ละฝ่ายตามจำนวนที่ตกลงกัน  สำหรับอดีตคู่สมรสฝ่ายที่ออกจากการเป็นผู้กู้ร่วมและเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านสามารถออกเป็นเช็คที่สลักหลังเป็นชื่อของผู้กู้ร่วมที่ออกจากการกู้ร่วมได้  

   ยกตัวอย่าง ถ้าหากวงเกินกู้ของสินเชื่อเดิมที่กู้ร่วมกันคือ 2 ล้านบาท ผ่อนชำระหนี้ไปแล้ว 8 แสนบาท เหลือยอดหนี้ 1.2 ล้านบาท  เช่น เมื่อออกจากการกู้ร่วมด้วยการขอสินเชื่อใหม่วงเงินกู้ 2 ล้านบาทก็จะแบ่งเงินส่วนแรกเป็นเช็ค 1.2 ล้านบาท  เพื่อไปชำระยอดหนี้ที่คงเหลือในสินเชื่อฉบับเก่า คู่สมรสตกลงกันว่าที่ผ่านมาร่วมกันชำระหนี้ฝ่ายละเท่าๆ กันคนละ 4 แสนบาท  เงินในส่วนที่สอง ออกเช็คจำนวน 4 แสนบาทโดยจ่ายให้คู่สมรสที่เป็นผู้ขอสินเชื่อใหม่ (ฝ่ายที่ผ่อนบ้านต่อไป ถือกรรมสิทธิ์ในบ้าน) และเงินในส่วนที่สามออกเช็คจำนวน 4 แสนบาทเพื่อจ่ายให้อดีตคู่สมรสที่ออกจากการกู้ร่วมโดยสลักหลังชื่ออดีตคู่สมรส ทั้งนี้คุณสามารถศึกษาเกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขายบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ได้ที่นี่  และสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในคอนโดมิเนียมได้ที่นี่ 

ซึ่งอดีตคู่สมรสที่ต้องการใช้วิธีการนี้  ธนาคารก็จะมีการประเมินความสามารถในการชำระหนี้เช่นเดียวกับทางเลือกที่ 1 ด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณารายได้ และสัดส่วนหนี้ที่บุคคลจะสามารถแบกรับได้  ถ้าหากธนาคารพิจารณาแล้วว่าวงเงินกู้มากเกินกว่าความสามารถของบุคคลก็จำเป็นที่จะต้องหาผู้กู้ร่วมเพิ่มเติม โดยผู้กู้ร่วมจะต้องมีความเกี่ยวข้องเป็นเครือญาติกัน

   สำหรับวิธีการนี้ในการเปลี่ยนแปลงเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยถอนชื่ออดีตคู่สมรสฝ่ายหนึ่งออกจากการเป็นเจ้าของร่วมนั้น  สำนักงานที่ดินจะถือว่าเป็นการซื้อขายกันเพราะทั้งสองฝ่ายจดทะเบียนหย่ากันแล้ว จึงเป็นการทำธุรกรรมระหว่างบุคคลที่ไม่ใช่คู่สมรส และนับเป็นการเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์เนื่องจากการซื้อขาย  จึงต้องมีการทำสัญญาซื้อขายกันที่สำนักงานที่ดิน  ซึ่งในขั้นตอนนี้จะเกิดค่าใช้จ่ายในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ขึ้น ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากรหรือค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ รวมไปถึงภาษีเงินได้อีกด้วย คุณสามารถศึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมได้ที่นี่ 

ข้อมูลอ้างอิง: K-expert โดย ธนาคารกสิกรไทย

Page 1 of 4